คอนซีฟว์พลัสอยากมีลูก

การเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์
Tips สำหรับการเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์และการดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์
วิธีเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์
สาเหตุที่ทำให้มีลูกยาก

ทำความเข้าใจวงจรการตกไข่

ทำความเข้าใจภาวะเจริญพันธุ์ของผู้หญิง
อาการที่สังเกตุได้เมื่อมีไข่ตก
Ovulation การตกไข่

อยากท้องเคลียบลูช่วยได้

หาวัน fertile 4 ขั้นตอน

Search for:

Share on FacebookShare on LinkedInPin on PinterestEmail this to someonePrint this page

การตกไข่ Ovulation

คุณอาจมีความคุ้นเคยและพอทราบข้อมูลเกี่ยวกับวงจรรอบเดือนมาบ้างในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คุณรู้ว่าวงจรรอบเดือนของตัวเองยาวกี่วัน รู้ว่าการมีประจำเดือนมามาก-มาน้อยเป็นอย่างไร ตอนนี้ เราจะมาดูข้อมูลลงลึกอย่างละเอียดกันสักหน่อย ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในแต่ละช่วงของวงจรการมีรอบเดือน ในแต่ละช่วงฮอร์โมนต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การมีรอบเดือนมีความสัมพันธ์กับไข่ตกตรงไหน เราขอนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่คุณสามารถเข้าใจได้ง่ายในระดับที่คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากต้องการทราบข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียดคุณสามารถปรึกษาผู้เชียวชาญโดยตรงได้หรือติดต่อปรึกษา mamebaby ได้ที่หน้าติดต่อเรา

วงจรรอบเดือน

การตกไข่ (ovulation) เป็นสิ่งที่เกิดเพียงครั้งเดียวในแต่ละรอบเดือนของผู้หญิง การตกไข่ถูกกระตุ้นและควบคุมโดยการทำงานของฮอร์โมน ไข่จะตกประมาณวันที่ 12 – 16 ก่อนจะถึงรอบเดือนรอบต่อไป ก่อนเข้าสู่รายละเอียดที่จะแสดงต่อไปในด้านล่างนี้เราจะมาดูกันคร่าวๆ ก่อนว่าในแต่ละช่วงของรอบเดือนเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เริ่มจาก

ฟองไข่ (ovum, eggs) บรรจุอยู่ในถุงไข่ (follicles) ที่อยู่ในรังไข่ (ovaries) ในช่วงครึ่งแรกของวงจรรอบเดือน(เริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาจนถึงวันไข่ตก) จะมีไข่เพียงหนึ่งใบที่เจริญเต็มที่จนสมบูรณ์พร้อมถูกปล่อยออกมาจาก follicle
เมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้วันไข่ตก ร่างกายของคุณจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมามากขึ้น เอสโตรเจนจะกระตุ้นให้ผนังโพรงมดลูกเริ่มก่อตัวหนาขึ้น และมีสร้างเส้นเลือดใหม่ๆ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับเพื่อหล่อเลี้ยงตัวอ่อนในอนาคต
เมื่อเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง จะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนกระตุ้นไข่ตกที่มีชื่อว่า LH (Luteinizing Hormone) ออกมาอย่างมากมายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ เหตุการณ์นี้เรียกว่า LH surge (LH พุ่งสูง) เมื่อมี LH surge จะส่งผลให้ไข่ถูกปล่อยออกมาจากรังไข่ กระบวนการนี้เองที่เรียกว่า ‘ไข่ตก”
ปกติแล้วไข่จะตกประมาณ 24-36 ชั่วโมงหลังมี LH surge  ทำให้การตรวจหา LH surge เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมากในการตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ (peak fertility)

หลังจากไข่หลุดออกมาจากถุงไข่แล้ว ไข่จะมีอายุประมาณ 24 ชั่วโมงเท่สนั้นเพื่อรอรับการผสมกับตัวอสุจิ (หากมีเพศสัมพันธ์ก่อนไข่ตกก็จะมีอสุจิเดินทางไปรอไข่อยู่ที่บริเวณท่อนำไข่ และเกิดการปฏิสนธิได้) หากไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นไข่จะสลายตัวไป และเนื้อเยื่อผนังมดลูกที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับตัวอ่อนก็จะค่อยๆ สลายตัวไปเช่นกัน จึงทำให้คุณมีประจำเดือนและมีเลือดออกมา การมีประจำเดือนถือเป็นจุดเริ่มต้นของรอบเดือนรอบใหม่

ในขณะที่ไข่มีอายุเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นตัวอสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 3-5 วัน ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันไข่ตก 3-5 วันจึงสามารถเกิดการตั้งครรภ์ได้

วงจรการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการตกไข่

ความยาวรอบเดือน (cycle length)

ผู้หญิงแต่ละคนมีความยาวรอบเดือนไม่เท่ากัน ส่วนมากแล้วจะมีความยาวรอบเดือนอยู่ในช่วง 23 ถึง 35 วัน หากพบว่าแต่ละเดือนมีความยาวรอบเดือนไม่เท่ากันส่วนมากจะเป็นความแตกต่างของจำนวนวันในช่วงระยะก่อนไข่ตก (ระยะก่อนไข่ตกเรียกว่า follicular phase นับเริ่มจากวันที่ประจำเดือนมาไปจนถึงวันไข่ตก) หากนับจำนวนวันของระยะครึ่งหลังของรอบเดือนหรือที่เรียกว่า luteal phase โดยให้เริ่มนับจากวันไข่ตกไปจนถึงวันที่ประจำเดือนมา ผู้หญิงส่วนมากจะมี luteal phase ประมาณ 12 – 16 วัน

วันแรกที่ประจำเดือนมา (Cycle Day 1, CD1)

วันแรกที่ประจำเดือนมาคือวันเริ่มเข้ารอบเดือนรอบใหม่ และจะนับเป็นวันที่หนึ่งของรอบเดือน (Cycle Day1, D1) ผู้หญิงส่วนมากมีประจำเดือน (menstruation) กินระยะเวลา 3 ถึง 7 วัน  ในระหว่างที่มีเมนส์คุณอาจมีอาการปวดท้อง ซึ่งส่วนมากจะมีอาการปวดหน่วงหนักในวันแรก อาการปวดท้องมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อช่องท้องมีการบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุมดลูกที่สร้างขึ้นมาจากรอบเดือนที่แล้วออกไป การทานยาแก้ปวด  เช่น ยาแก้ปวดพาราเซทตามอลจะสามารถบรรเทาอาการปวดท้องได้ การออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อตอบสนองต่อฮอร์โมนได้ดีและจะช่วยเรื่องปวดประจำเดือนได้เช่นกัน

การเจริญของไข่

เมื่อเข้าสู่รอบเดือนรอบใหม่ร่างกายของคุณจะมีการส่งสัญญาณไปยังสมอง สมองจะผลิต follicle-stimulating hormone (FSH) ออกมา FSH เป็นฮอร์โมนสำคัญสำหรับการผลิตไข่ที่สมบูรณ์   follicle คือช่องเนื้อเยื่อในรังไข่ที่มีสารของเหลวบรรจุอยู่ภายใน (เรียกว่าฟองไข่) รังไข่แต่ละข้างมี follicle หลายร้อยอัน และในแต่ละ follicle จะมีไข่อ่อน (undeveloped egg) บรรจุอยู่  เมื่อมี FSH ผลิตออกมาจากสมองจะมี follicle ส่วนหนึ่งถูกกระตุ้นและเกิดการพัฒนาขึ้น เมื่อ follicle โตขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมา วันแรกที่ประจำเดือนมาคุณมีระดับเอสโตรเจนน้อยที่สุด จากนั้น ระดับเอสโตรเจนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยปกติแล้วจะมี follicle เพียงอันเดียวเท่านั้นที่มีการเจริญมากที่สุด และจะมีการพัฒนาจนโตเป็นไข่ที่สมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน เอสโตรเจนก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นด้วยในขณะที่ follicle ค่อยๆ โตขึ้น  เอสโตรเจนจะส่งผลทำให้ผนังโพรงมดลูกมีเนื้อเยื่อและเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงมากขึ้นเพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับการตั้งครรภ์ หากมีไข่ที่ผสมแล้วเดินทางมาฝังตัวจะได้มีอาหารหล่อเลี้ยงอย่างสมบุรณ์ เมื่อมีเอสโตรเจนมากขึ้นก็จะส่งผลให้ร่างกายผลิตมูกที่มีคุณสมบัติ ‘sperm-friendly’ ออกมา (มูกที่ช่วยให้อสุจิอยู่รอดในช่องคลอดของผู้หญิงได้ดี) มูกที่ว่านี้รู้จักกันดีในชื่อของ ‘มูกไข่ตก’ หรือ ‘fertile cervical mucus’ คุณสามารถสังเกตุพบมูกนี้ได้เมื่อพบว่ามีมูกลักษณะใส เนื้อเบาบาง เมื่อจับถูด้วยนิ้วมือรู้สึกลื่นมือ เมื่ออาจมีสีขาวขุ่นเล็กน้อย จับยืดได้เหมือนไข่ขาวดิบ ที่บอกว่าเป็น sperm-friendly เพราะตัวอสุจิสามารถว่ายเคลื่อนไหวผ่านเมือกนี้ได้อย่างสะดวก และสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้หลายวัน ภาวะร่างกายบางอย่างอาจทำให้ผู้หญิงผลิตมูกไข่ตกได้น้อย การใช้เจลหล่อลื่นที่มีคุณลักษณะเป็น sperm-friendly จะช่วยปรับสภาพช่องคลอดทำให้ตัวอสุจิมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นได้

Follicular Stage_การเจริญของไข่

เมื่อเกิดการตกไข่

เมื่อมีเอสโตรเจนเพิ่มมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งจะส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน luteinizing ออกมาอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมากมาย (เรียกเหตุการณ์นี้ว่า LH surge) LH surge ส่งผลให้ไข่ที่เจริญเต็มที่แล้วถูกดันหลุดออกมาจาก follicle  กระบวนการที่ไข่หลุดออกมาจาก follicle นี้เรียกเรียกว่า ‘การตกไข่’

ผู้หญิงส่วนมากมักจะคิดว่าตนเองมีไข่ตกวันที่ 14  ที่จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป วันที่มีไข่ตกจะขึ้นกับ cycle  length  ผู้หญิงบางคนสามารถรู้สึกได้ว่ามีอาการเจ็บแปลบๆ ในขณะที่เกิดการตกไข่ แต่ส่วนมาแล้วจะไม่สามารถรู้สึกได้ว่ากำลังมีไข่ตก นอกจากนั้นแล้วไม่มีอาการใดๆ ทางร่างกายที่สามารถทำให้สังเกตุเห็นได้ว่าในขณะนั้นกำลังมีไข่ตกเกิดขึ้น

 ไข่ตก_mamebaby

หลังจากมีไข่ตกไปแล้ว

หลังจากที่ไข่หลุดออกมาจาก follicle แล้วไข่จะผลุบเข้าไปในท่อนำไข่ (fallopian tube) ซึ่งเป็นทางเชื่อมเข้าสู่โพรงมดลูก ไข่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง ตัวอสุจิแต่ละตัวมีอายุไม่เท่ากัน ส่วนมากแล้วตัวอสุจิจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน 3-5 วัน  ฉะนั้น วันก่อนไข่ตกและวันไข่ตกจึงถือว่าเป็นวันที่คุณมีความ fertile มากที่สุด (มีโอกาสตั้งครรภ์มากที่สุด) ทันทีที่ไข่หลุดออกมาจาก follicle จะมีฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งถูกผลิตออกมา ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่าโพรเจสเทอโรน (progesterone)

โพรเจสเทอโรนมีหน้าที่ส่งเสริมให้ผนังโพรงมดลูกมีการสร้างเนื้อเยื่อและเส้นเลือดเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ในขณะเดียวกันหลังจากไข่ได้หลุดออกมาแล้ว follicle จะเริ่มฝ่อตัวลง แต่ follicle จะยังคงทำการผลิตโพรเจสเทอโรนต่อไปและจะเริ่มผลิตเอสโตรออกมาอีกครั้ง สังเกตุเห็นได้ว่าหลังไข่ตกจะมีเอสโตรเจนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่วง คุณผู้หญิงอาจมีความคุ้นเคยดีกับอาการก่อนประจำเดือนมาที่เรียกว่า PMS (pre-menstrual tension/syndrome) ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงนี้  PMS ที่พบได้บ่อยคือ หน้าอกโตคัด มีความรู้สึกไว ท้องอืด ท้องผูก อารมณ์ฉุนเฉียวเปลี่ยนแปลงง่าย และมีมีอารมณ์อ่อนไหวขี้น้อยใจร่วมดัวย

หลังไข่ตก_mamebaby

การเตรียมพร้อมเข้าสู่รอบเดือนรอบใหม่

หลังจากที่ไข่หลุดออกไปแล้ว follicle จะฝ่อตัวลง หากไม่เกิดการปฏิสนธิการผลิตโพรเจสเทอโรนและเอสโตรเจนก็จะค่อยๆ น้อยลงเพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เมื่อระดับฮอร์โมนที่ค้ำจุนผนังเนื้อเยื่อโพรงมดลูกที่ผลิตขึ้นมาใหม่ลดลง เนื้อเยื่อและเส้นเลือดที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่นี้ก็จะเริ่มสลายตัวและจะถูกขับออกมาเป็นเลือดประจำเดือนในที่สุด วันแรกที่มีประจำเดือนมาคือจุดเริ่มต้นของรอบเดือนรอบใหม่

เตรียมสู่รอบเดือนใหม่

หากเกิดการตั้งครรภ์

หากมีอสุจิเข้าทำการผสมกับไข่ได้สำเร็จ และทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ไข่ที่ผสมแล้ว หรือที่เรียกว่า ‘เอมบริโอ’ (embryo) จะเดินทางมายังโพรงมดลูกเพื่อทำการฝังตัวเข้ากับผนังโพรงมดลูก (implantation) โดยปกติแล้วจะเกิดการฝังตัวประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเกิดการปฏิสนธิ

เมื่อเอมบริโอทำการฝังตัวร่างกายของคุณจะเริ่มผลิตฮอร์โมนตั้งครรภ์ออกมาในทันที ฮอร์โมนตั้งครรภ์ตัวนี้มีชื่อว่า human chorionic gonadotropin (hCG) หน้าที่อย่างหนึ่งของ hCG คือการทำให้ follicle คงอยู่ต่อไปและทำงานต่อเพื่อผลิตโพรเจสเทอโรนและเอสโตรเจนต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมีโพรเจสเทอโรนและเอสโตรเจนผลิตออกมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นการปกป้องไม่ให้ผนังโพรงมดลูกสลายตัว

Follicle จะทำหน้าที่ผลิตโพรเจสเทอโรนในระยะแรกๆ ของการตั้งครรภ์จนกระทั่งเนื้อเยื่อรกมีการเจริญพัฒนาขึ้นมา และรกก็จะมาทำหน้าที่นี้แทน (รกคือเนื้อเยื่อหลักที่มีหน้าที่ส่งผ่านสารอาหารให้กับตัวอ่อน) และรกจะรับหน้าที่ดูแลการตั้งครรภ์ต่อไป

หากเกิดการตั้งครรภ์_mamebaby

เรียบเรียงและจัดทำภาพโดย ดร.ภรณ์วรัตม์ นิยมรัตนกิจ

ข้อมูลอ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/Menstrual_cycle

http://www.mayoclinic.org/menstrual-cycle/art-20047186

http://www.pcosjournal.com/hormones-normal-menstrual-cycle/